รับฟรี Checklist

Co-Working Space พื้นที่ออฟฟิศแบบ New Normal หลังพ้นวิกฤต COVID-19

June 20, 2020
Posted on

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านการทำงานเห็นได้ชัดว่าหลายบริษัทได้เปลี่ยนกระบวนการทำงานของพนักงานเป็นแบบ Work from Homeหรือ Remote Working มากขึ้น ซึ่งหลายบริษัทรวมถึงตัวของพนักงานก็สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วจนหลายบริษัทชั้นนำทั่วโลก ประกาศให้ปรับใช้มาตรการ Work from Homeได้อย่างถาวร แม้จะผ่านช่วงการระบาดของไวรัสนี้ไปแล้วก็ตาม

ทำให้เกิด New Normal หรือ ความปกติรูปแบบใหม่ที่น่าจับตามองหลังวิกฤตครั้งนี้คือเมื่อองค์กรใหญ่ลดขนาดการเช่าพื้นที่สำนักงานของบริษัทลงเพราะสามารถให้พนักงานบางส่วนทำงาน แบบ Remote Working ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจต้องการให้พนักงานเหล่านั้นมาประชุม หรือมาพบปะพูดคุย ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันเป็นครั้งคราว ซึ่งสิ่งที่มาตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของการทำงานแบบนี้นั่นก็คือ Co-working Space

บทความจาก PeerPower ได้สรุปข้อดีและ 4 เหตุผลที่ทำให้ Co-working Space อาจกลายเป็น New Normal หลังจากวิกฤต COVID-19 ไว้ได้อย่างน่าสนใจ

1. สิ่งอำนวยความสะดวก

Remote Working คือ การทำงานระยะไกลจากที่ไหนสักแห่ง แต่พนักงานยังมีความจำเป็นต้องเข้าถึงฮาร์ดแวร์ และระบบภายในของบริษัท สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ดี และอุปกรณ์สำนักงานบางอย่าง เช่น เครื่องปริ้นเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงอุปกรณ์สำนักงานอื่น ๆ ที่มีคุณภาพ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก ซึ่งใน Co-working Space มีสิ่งเหล่านี้อำนวยความสะดวกอยู่

2. ค่าใช้จ่ายที่ลดลง

ธุรกิจขนาดเล็กได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ ไม่มีเงินทุนพอที่จะเช่าพื้นที่สำนักงานอีกต่อไป จึงเปลี่ยนค่าใช้จ่ายคงที่ ให้เป็นค่าใช้จ่ายผันแปร โดยเปลี่ยนจากการเช่าออฟฟิศระยะยาวมาเป็น Co-working Space แทน

3. บรรยากาศการทำงานที่ดีกว่า

ถ้าเทียบกับการ Work from Home ที่หลาย ๆ ออฟฟิศนิยมกันแล้ว ผลวิจัยพบว่าคนส่วนใหญ่ยังต้องการทำงานที่อื่นมากกว่าทำงานจากที่บ้าน การแต่งตัวออกจากบ้าน ไปนั่งทำงานใน Co-working Space จะมีความลงตัวกว่ามาก บรรยากาศเหมาะแก่การทำงานมากกว่า

4.ได้พบปะพูดคุย และแลกเปลี่ยนไอเดีย

Co-working Space เป็นสถานที่ในการพัฒนาความสัมพันธ์ของกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการ ทำให้มีโอกาสได้เจอคนที่มีแนวความคิดเดียวกันช่วยส่งเสริมธุรกิจซึ่งกันและกัน พวกเขาสามารถพบปะ แบ่งปันความคิด แลกเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในช่วงวิกฤตกับผู้ประกอบการคนอื่น ๆ ได้ชุมชนเหล่านี้คือกุญแจสำคัญในการฟื้นตัวธุรกิจ

                                ข้อดีของ Co-working Space พื้นที่การทำงานของคนรุ่นใหม่

1. บรรยากาศ และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี

Co-working Space ส่วนใหญ่จะโดดเด่นเรื่องดีไซน์ที่สวยงามทันสมัย ดูสบายตา มีพลังและมีบรรยากาศที่จะช่วยให้มีความคิดสร้างสรรค์ และไอเดียอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาได้บวกกับเป็นสถานที่ ที่มีไว้สำหรับทำงานโดยเฉพาะเราจะได้เห็นคนรอบข้างที่มาใช้สถานที่นั่งทำงานกันอย่างจริงจังทำให้รู้สึกว่าต้องทำงานอย่างตั้งใจ จะสามารถเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานมากกว่าการทำงานในพื้นที่แคบ ๆ หรือทำงานที่บ้าน

2. ความสะดวกสบาย

โดยส่วนใหญ่แล้ว Co-working Space จะตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางได้สะดวก สามารถเดินทางด้วยรถสาธารณะได้ ซึ่งมีข้อดีต่อทั้งพนักงาน และลูกค้าที่จะมาติดต่อกับบริษัทด้วยอีกทั้งในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวก และอุปกรณ์สำนักงานต่าง ๆที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของทุกประเภทธุรกิจ ทั้งห้องประชุม ห้องฝึกอบรมห้องสัมมนา พื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่ที่มีความเป็นส่วนตัว ห้องครัวและพื้นที่กิจกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะต่อการผ่อนคลายในช่วงเวลาพัก

3. ลดต้นทุนทางธุรกิจ

ราคาค่าเช่า Co-working Space ถูกกว่าการเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานหลายเท่าตัวโดยทั่วไปแล้วการย้ายเข้าสำนักงานจะต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งเงินก้อนที่มัดจำค่าเช่าต่อเดือน ค่าตกแต่ง และอีกมากมาย และยังต้องทำสัญญาผูกมัดระยะยาว ซึ่งCo-working Space ช่วยให้ธุรกิจมีพื้นที่การทำงานที่คุ้มค่าได้อย่างรวดเร็วในราคาที่ประหยัด โดยไม่มีภาระผูกพันเหมือนการเช่าออฟฟิศทั่วไป

4. ความยืดหยุ่น

Co-working Space หลายแห่งเปิดให้บริการตั้งแต่เช้ายันดึก หรือบางแห่งเปิด 24 ชั่วโมง นอกจากจะตอบโจทย์เวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นของคนรุ่นใหม่แล้วในมุมของผู้ประกอบการก็มีความยืดหยุ่นในเรื่องของเวลา และขนาดของการเข้าใช้บริการโดยสามารถเข้าใช้บริการเมื่อไหร่ก็ได้ รวมถึงสามารถปรับ เพิ่มหรือลดจำนวนที่นั่งได้ตามความจำเป็น หากธุรกิจเติบโตขึ้นก็สามารถขยายขนาดพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาพื้นที่เช่าสำนักงานใหม่  หรือเรื่องค่าใช้จ่ายในการย้ายอุปกรณ์สำนักงานต่าง ๆ

5. สังคม และชุมชนของเหล่าผู้เชี่ยวชาญ

การทำงานที่ Co-working Space สามารถเพิ่มโอกาสให้เราได้พบกับแวดวงนักธุรกิจระดับมืออาชีพจากหลากหลายภาคส่วนทำให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้เชี่ยวชาญในด้านอื่น ๆจะช่วยเพิ่มไอเดียในการทำธุรกิจได้ดี พัฒนาธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและนำไปสู่การขยายเครือข่ายธุรกิจในอนาคต

อย่าง HUBBA เอง ก็มีการการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการใหม่เพื่อตอบโจทย์รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป ทั้ง Co-working Space ที่เปลี่ยนเป็น HUBBA "Anti-Cafe" เปิดให้ใช้งานพื้นที่ทำงานแบบรายชั่วโมง เพียงชั่วโมงละ 80 บาท พร้อมมีบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เครื่องดื่ม ชา กาแฟ น้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยวให้กินได้แบบไม่อั้น เหมาะสำหรับพนังงานที่ต้องออกมาพบปะลูกค้า หรือต้องการออกมาเปลี่ยนบรรยากาศจากการทำงานที่บ้านเพียงอย่างเดียว รวมไปถึงเหล่าฟรีแลนซ์ที่กำลังมองหาที่ทำงานนอกสถานที่

นอกจากนี้ สำหรับบริษัทที่มีการปรับเปลี่ยนมีมาตรการให้พนักงาน Work From Home หรือ Remote Working เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของโรคระบาด และลดรายจ่ายของบริษัทลง แต่ก็ยังมีความต้องการเข้ามาใช้ออฟฟิศทำงานร่วมกันเป็นครั้งคราว HUBBA ก็มีการปรับเปลี่ยนบริการให้เช่า Private Office ที่ตอบโจทย์มากขึ้น อย่าง "Fractional Office" ที่สามารถกำหนดวันเข้าใช้งานออฟฟิศได้อยากใช้กี่วันก็จ่ายเท่านั้น ซึ่งถือว่าช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทอย่างมากเพราะไม่ต้องจ่ายเหมาไว้ทั้งเดือนอีกต่อไป ช่วยลดความวุ่นวายในการจองห้องประชุม และยังอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าโดยการมี Locker ให้สามารถเก็บอุปกรณ์สำนักงานได้ฟรี อีกด้วย เรียกได้ว่าบริการใหม่จาก HUBBA นอกจากจะตอบโจทย์รูปแบบการทำงานแบบใหม่ New Normal แล้วยังช่วยให้บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ด้วย  

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งาน HUBBA Anti-Café สามารถเข้าใช้งานได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ที่ HUBBA Sathorn ชั้น2 ของศูนย์อาหาร Siamnara Food Work เพียง 5 นาทีจาก BTS ช่องนนทรี
หรือหากต้องการสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจอง "Fractional Office" สามารถติดต่อได้ผ่านทางอีเมล customersuccess@hubbathailand.com หรือ โทร 066-097-1201

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook HUBBA Thailand Fanpage

แชร์

PeerPower x HUBBA Team