การทำงานนอกสถานที่....ดีจริงหรือ?

August 30, 2019
Posted on

             เมื่อพูดถึงเทรนด์การทำงานในปัจจุบัน เราคงต้องพูดถึงรูปแบบการทำงานอย่าง การไปนั่งร้านกาแฟ เปิดแล็ปท็อปแล้วมองหาสัญญาณ WiFi เพื่อต่ออินเทอร์เน็ตแล้วเริ่มทำงาน ทำเสร็จก็ส่งออนไลน์ ประชุมงานผ่านคอล และคุยงานผ่านแชท ไม่ว่าจะที่ไหนเมื่อไหร่ก็ทำงานได้ กลายเป็นที่นิยมมากขึ้นในธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มสตาร์ทอัพ
             ต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่พัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้พนักงานไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่ออฟฟิศหรือสถานที่ขององค์กรอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ยินคำใหม่ๆมากมายอย่าง Digital Nomad, Remote Working หรือ Work from Home ที่กลายมาเป็นทางเลือกใหม่ๆให้กับคนยุค 4.0 ได้เลือกประกอบกับการตัดสินใจเลือกงานหรือบริษัทในตอนนี้ แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจ เรามาทำความเข้าใจเทรนด์นี้พร้อมข้อดีและข้อเสียของมันกันก่อน

เทรนด์การทำงานนอกสถานที่

         ถ้าไม่นั่งทำงานในออฟฟิศ แล้วเราสามารถทำงานที่ไหนได้บ้าง ?
         คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่หลายๆคนกำลังสงสัยและมองหาเป็นตัวเลือกกันอยู่ โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ เจ้าของธุรกิจออนไลน์ และคนที่เลือกทำงานอิสระ เพื่อพิจารณาว่าสถานที่นั้นตรงกับความชอบของคุณหรือไม่? เหมาะไปนั่งทำงานจริงไหม? และมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่บ้าง? ลองมาดูกันดีกว่า ว่ามีตัวเลือกอะไรบ้างที่สามารถทำงานได้และมันแตกต่างกันยังไงในเบื้องต้น
         ร้านกาแฟ หลายๆร้านในปัจจุบันเปิดเพื่อรองรับให้คนมานั่งทำงานโดยมีบริการให้ทั้ง WiFi ปลั๊ก และโต๊ะสูงระดับตั้งคอมพิวเตอร์ โดยที่คนทำงานต้องซื้อเครื่องดื่มของทางร้าน บางที่อาจจะกำหนดจำนวนชั่วโมงที่นั่งได้ต่อแก้ว
         Coworking Space เป็นสถานที่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนที่อยากออกมานั่งทำงานนอกบ้าน เพราะมีทั้งอุปกรณ์สำนักงาน โต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องเขียน และมีบริการให้เช่าห้องประชุมทั้งขนาดเล็กและใหญ่ เช่นบริการของ  ที่หลากหลายและสะดวกสบาย โดยปกติมักคิดค่าบริการตั้งแต่รายชั่วโมง รายวัน ไปจนถึงการสมัครสมาชิกรายเดือน
         บ้าน การทำงานที่บ้านถือเป็นตัวเลือกที่ดีเพราะไม่มีทั้งค่าเดินทางและค่าใช้สถานที่ใดๆ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย แต่ในบางครั้งก็เป็นปัญหาสำหรับการรวบรวมสมาธิ
         พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ร่วม เช่น สวนสาธารณะหรือห้องสมุดก็เป็นหนึ่งตัวเลือกที่หลายๆคนเริ่มสนใจ เพราะด้วยบรรยากาศที่สบายๆ มีคนหลากหลายมาใช้พื้นที่หลายแบบ และมักจะฟรี หรือมีค่าเข้าไม่แพง ปกติมักจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการทำงาน

         เมื่อรู้จักสถานที่ทำงานต่างๆแล้ว อีกหนึ่งคำถามที่น่าสนใจคือ การทำงานนอกออฟฟิศแบบนี้มันมีข้อดี ข้อเสียยังไงบ้างล่ะ?

        ข้อดี

         1. ไม่เสียเวลาเดินทาง

         ไม่ว่าจะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว หรือรถสาธารณะอย่างรถเมล์หรือรถไฟฟ้า เราก็ปฏิเสธกันไม่ได้อยู่ดีว่าการเดินทางไปที่ทำงานนั้นเสียเวลาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเมืองอย่างกรุงเทพที่ติดอันดับรถติดอยู่ทุกปี การทำงานนอกที่ทำงานจึงเข้ามาแก้ปัญหานี้ได้โดยตรง เพราะคุณไม่ต้องรีบเดินทางไปทำงานในตอนเช้าเพื่อแสกนนิ้วหรือตอกบัตรอีกต่อไป ถือเป็นการประหยัดทั้งเวลาและค่าเดินทาง รวมถึงเป็นการลดความเครียดจากการเดินทางอีกด้วย 
         ลองนึกง่ายๆเช่น ช่วงเวลาตอนเช้าวันจันทร์หรือวันศุกร์สิ้นปีที่รถติดมากกว่าปกติ หลายๆคนที่เดินทางไปทำงานก็มักจะหงุดหงิด และมีความเครียดโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ ดังนั้นการทำงานนอกออฟฟิศได้จึงเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่หรือผู้ประกอบการธุรกิจมากกว่าการทำงานแบบดั้งเดิมที่ยึดติดกับออฟฟิศตลอดทุกวัน

         2. มีความยืดหยุ่นสูง

        จุดเด่นที่สุดของการทำงานนอกสถานที่ซึ่งแตกต่างกับการทำงานในออฟฟิศอย่างชัดเจนคือ ความอิสระในการทำงาน ซึ่งหมายถึง การเลือกสถานที่ทำงานเองได้ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟใกล้บ้าน หรือ Coworking space ติดรถไฟฟ้า เลือกเวลาในการทำงานได้โดยไม่ต้องรีบร้อนหากมีนัดหรือลาป่วยอะไร เลือกว่าจะแต่งตัวยังไงให้สบายโดยไม่ต้องเป็นชุดทำงานทางการก็ได้ รวมถึงเลือกสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผ่อนคลายมากที่สุด
         นอกจากนี้เรายังสามารถจัดสรรตารางเวลาของตัวเองได้ 100% ทำให้มี Work-Life Balance (สมดุลชีวิต) ที่จัดการได้มากขึ้น โดยมีหลักฐานเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่ระบุว่าการให้โอกาสพนักงานทำงานนอกสถานที่ได้ และตารางงานที่ยืดหยุ่นส่งผลต่อการตัดสินใจทำงานหรือลาออกของพนักงานอีกด้วย

         3. Productivity กับประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีมากขึ้น
         ความยืดหยุ่นของเวลานั้น นอกจากจะสะดวกในการจัดเวลาแล้ว มันยังหมายถึงการเลือกทำงานตอนที่อยากทำ รู้สึกพร้อมมากที่สุด และทำงานออกมาได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าหลังตื่นนอนที่สมองแล่นและไม่ง่วง หรือตอนกลางคืนก่อนนอนที่รู้สึกผ่อนคลาย คุณก็สามารถเริ่มทำงานในเวลานั้นได้ ถ้าคุณส่งงานได้ตรงเวลา โดยไม่มีใครมาบังคับ และการทดลองจาก Gallup ในอเมริกายังค้นพบอีกว่า การทำงานนอกสถานที่ทำให้พนักงานมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น

         4. ความเครียดและการรบกวนที่ลดลง

         เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยเจอปัญหาในที่ทำงานอย่างความกดดันจากหัวหน้างานที่นั่งอยู่ไม่ไกลโต๊ะของคุณ เสียงคุยและเสียงรบกวนดังในที่ทำงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การเดินไปเดินมาตลอดเวลาของเพื่อนร่วมงาน และบรรยากาศในการทำงานที่ตึงเครียด แน่นอนว่ามันรบกวนสมาธิในการทำงาน ทำให้คุณโฟกัสงานได้ลดลง และมีความเครียดได้ง่ายพอๆกับภาระงานที่มีเช่นกัน การทำงานนอกออฟฟิศจึงช่วยกำจัดปัญหาเหล่านี้ ทำให้คุณโฟกัสและมีสมาธิกับงานได้เต็มที่ โดยไม่มีความเครียดและสิ่งรบกวนภายนอกที่ควบคุมไม่ได้อีกต่อไป

         5. ประหยัดค่าใช้จ่าย
         การทำงานนอกออฟฟิศช่วยลดค่าใช้จ่ายของพนักงานหรือลูกจ้างโดยตรง เพราะไม่ต้องจ่ายค่าเดินทางที่อาจจะยิ่งแพงในชั่วโมงเร่งรีบ รวมถึงค่าอาหารกลางวัน ซึ่งมักมีราคาแพงกว่าปกติในย่านธุรกิจ และในมุมของเจ้าของธุรกิจที่ต้องเช่าหรือสร้างออฟฟิศ การอนุญาตให้พนักงานทำงานข้างนอก ไม่ว่าจะยกเว้นแค่บางวันหรือไม่มีออฟฟิศเลย ก็ช่วยลดต้นทุนค่าสิ่งของอำนวยความสะดวก ค่าไฟ และอุปกรณ์สำนักงานต่างๆ ซึ่งเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ในการเริ่มต้นธุรกิจเช่นกัน

         6. กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์
         หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์คือ สภาพแวดล้อมรอบตัวในที่ทำงาน ซึ่งมักจะถูกออกแบบตามบริษัทโดยที่พนักงานไม่มีสิทธิเลือกหรือจัดการใดๆ นอกจากบริเวณโต๊ะประจำของตัวเองเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ บางสภาวะนั้นไม่เอื้อต่อการคิดนอกกรอบ แม้ว่าหลายๆบริษัทจะเริ่มออกแบบห้องทำงานเป็น ออฟฟิศเป็นเปิด (open office) ที่ไม่มีฉากกั้นแต่ละคน หรือใส่ต้นไม้ให้ดูสบายตา
         แต่ยังไงการทำงานนอกออฟฟิศก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะคุณสามารถเลือกนั่งทำงานในสถานที่ที่คุณชอบและไม่น่าเบื่อได้ ออกแบบโต๊ะหรือสิ่งของรอบตัวที่เหมาะกับการคิดงาน รวมถึงรู้สึกสบายใจในการทำงานส่วนตัว ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก

        ข้อเสีย

         1. การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนลดลง

         ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะทำให้คุณสามารถสื่อสารกับคนในทีม หัวหน้าและลูกค้าได้อย่างสะดวกสบาย แต่การนั่งทำงานคนเดียวก็หมายถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆที่ลดลง ไม่ได้ทานข้าวหรือกาแฟด้วยกัน ไม่ได้แลกเปลี่ยนความคิดในช่วงเวลาพักหรือคุยเล่นกันมากเท่าที่ควร ทำให้ฟรีแลนซ์และคนทำงานอิสระส่วนใหญ่มักจะรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว

         2. ความร่วมมือในการทำงานที่ยากขึ้น
         จำโมเมนต์ที่คุณยืนคุยงานกับเพื่อนระหว่างลงลิฟต์หรือปรึกษาสั้นๆตอนกินข้าว นี่คือประโยชน์ของการทำงานในออฟฟิศ ซึ่งช่วยเพิ่มความสนิทสนมกับคนในทีม เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร และเข้าสังคมกับเพื่อนร่วมงาน เพราะบางกรณีที่ตัวเลือกในการสื่อสารออนไลน์ก็ยังมีข้อจำกัด ทำให้งานเกิดความผิดพลาดได้ง่ายๆจากการสื่อสารที่ผิดพลาด
         ดังนั้นการสื่อสารแบบตัวต่อตัว (Face to Face) จึงยังคงจำเป็น เช่น การหันไปถามเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆเมื่อคุณไม่เข้าใจ ก็ทำให้การทำงานของคุณง่ายขึ้น นอกจากนี้ การทำงานนอกออฟฟิศตลอดเวลาก็ส่งผลให้คุณไม่รู้สึกผูกพันกับองค์กรด้วยเช่นกัน

         3. แยกชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวออกจากกันยาก

         ปัญหาที่มักส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพการทำงานคือ เส้นแบ่งระหว่างเวลาการทำงานกับเวลาส่วนตัว ถ้าคุณตื่นมาแล้วนั่งทำงานบนโต๊ะใกล้ๆเตียง หรือทำงานช่วงเวลาก่อนนอน การตัดสินใจปิดคอมก็ยากกว่าการทำงานที่ออฟฟิศ และการทำงานนอกออฟฟิศก็ไม่ได้แปลว่าคุณต้องว่าง รอตอบงาน หรือทำงานตลอด 24 ชั่วโมงจนไม่มีเวลาชีวิตให้ตัวเอง ซึ่งในบางทีการทำงานแบบไม่มีกำหนดเวลาแบบนี้ก็ยากต่อการแยกชีวิตส่วนตัวออกจากการทำงาน ทำให้คุณทำงานมากเกินไป เกิดความเครียด และหมดไฟในการทำงานได้ง่ายๆ

         4. สิ่งรบกวนอีกรูปแบบ
         ถ้าคุณเลือกจะทำงานที่บ้าน สิ่งรบกวนสมาธิที่สำคัญคงหนีไม่พ้นเตียงข้างกาย หรือ Netflix ที่ดูค้างไว้บนทีวี เพราะการทำงานนอกออฟฟิศต้องใช้ความรับผิดชอบและความตั้งใจจากตัวเองสูง เมื่อคนรอบตัวของคุณไม่ได้ทำงานไปพร้อมกัน การบังคับตัวเองให้นั่งทำงานจึงอาจจะยากมากกว่าปกติ อาจจะขาดแรงจูงใจและแรงกระตุ้นในการทำงาน ดังนั้นความแตกต่างของสไตล์การทำงานนอกกับในออฟฟิศก็คือ การรบกวนคนละแบบที่ทำให้คุณว้าวุ่นใจ หรือขาดสมาธิ ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคุณลดลงได้

        แม้ว่าการทำงานนอกสถานที่จะมีข้อดีมากมายที่ทำให้คุณมีอิสระการทำงาน มีประสิทธิภาพและสมาธิที่สูงขึ้น มันก็ย่อมมีข้อเสียที่ตามมา เพราะไม่ใช่ทุกอาชีพที่เหมาะกับการทำงานนอกสถานที่ ลองนึกถึงงานสายวิศวกรรมที่ต้องทำภายในโรงงาน หรืองานบริการที่ต้องประจำอยู่หน้างานเสมอ การทำงานนอกออฟฟิศก็ยังมีข้อจำกัดและอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง
        ทว่าในปัจจุบัน หลายๆบริษัทก็เริ่มเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานนอกออฟฟิศ เช่นการเช่า Coworking Space ให้พนักงานมาใช้ได้ตามสะดวก การใช้ Coworking Space เป็นที่ประชุมงานหรือจัดสัมมนาโดยการเช่าห้องประชุม รวมถึงบริษัทที่ใช้ Coworking Space เป็นออฟฟิศถาวรไปเลย โดยเช่าห้องระยะยาวแล้วจดทะเบียนเป็นบริษัทในรูปแบบ Virtual Office ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีอิสระ แต่ก็มีออฟฟิศเป็นของตัวเอง โดยที่ HUBBA  เราให้บริการตั้งแต่พื้นที่ทำงาน อุปกรณ์ ห้องประชุมที่หลากหลาย และพื้นที่ที่สนับสนุนการแลกเปลี่ยนความคิดและโอกาสในการสร้างคอนเนคชั่นใหม่กับเจ้าของธุรกิจอื่นๆ พร้อมบริการที่ครบครัน

สนใจเพิ่มเติมดูรายละเอียดที่นี่ !!


 


HUBBA Coworking space team