รับฟรี Checklist

ไขข้อข้องใจ MVP คืออะไร ช่วยสร้าง Lean Startup ให้เกิดได้จริงหรือ

October 14, 2021
Posted on

จากบทความที่แล้ว พาไปรู้จักกับ PoC และ Prototype กันไปแล้ว บทความนี้ขอแนะนำต่อกับ MVP ที่หลายคนข้องใจเหลือเกินว่ามันคืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับธุรกิจสตาร์ทอัพ จะช่วยสร้างองค์กรที่ Lean และ Agile ได้จริงหรือ ไปหาคำตอบกันได้ในบทความนี้เลยค่ะ

ก่อนอื่นขอเท้าความก่อนว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีการตื่นตัวในวงการสตาร์ทอัพอย่างมากในการพยายามจะพัฒนาองค์กรให้เป็น Lean Startup หรือหาแนวทางการทำงานให้ agile (ลดขั้นตอนและงานเอกสาร เน้นการสื่อสารในทีม) มากที่สุด จึงเกิดเครื่องมือกลยุทธ์มากมายเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ ซึ่ง MVP เองก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เกิดขึ้นเพื่อการนี้ค่ะ

แนวคิดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Proof of Concept, Prototype, Pilot, รวมถึง MVP มีข้อแตกต่างและข้อเหมือนกันหลายจุด จนบางครั้งก็ทำให้สับสนและใช้ปนกันมั่วไปหมด แต่จุดประสงค์หลักที่แนวคิดเหล่านี้ถูกคิดค้นขึ้นมาก็เพื่อ สร้างไอเดียในหัวให้เป็นรูปธรรมและนำมาทดลองใช้จริง เพื่อเรียนรู้ให้ไวที่สุดว่าไอเดียนั้น ๆ สิ่งนั้น ๆ ได้ผลลัพธ์ดีตามคาดหรือไม่ คุ้มกับการลงทุนทำต่อหรือไม่ เพื่อให้เจ็บตัวน้อยที่สุด เสียทรัพยากรน้อยที่สุด

MVP คืออะไร

MVP หรือ Minimum Viable Product คือ เครื่องมือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มีเป้าหมายเพื่อ ‘ลดความเสี่ยง’ ที่อาจเกิดขึ้นจากการผลิตสินค้าหรือบริการแล้วดันไม่เป็นที่ต้องการของตลาด โดยสร้าง “ผลิตภัณฑ์ตั้งต้น” หรือ “บริการตัวอย่าง” ที่เรียกกันภาษาสตาร์ทอัพว่า MVP ออกไปทดลองตลาดก่อน แล้วนำผลตอบรับมาวิเคราะห์ว่าควรเพิ่ม/ลดฟีเจอร์อะไร หรือควรปรับหน้าตาผลิตภัณฑ์หรือบริการตั้งต้นใหม่หรือไม่ อย่างไร

การทำ MVP จะดึงเพียง “แก่น (core)” ของผลิตภัณฑ์ออกมานำเสนอ และตัดฟังก์ชั่นเสริมต่าง ๆ ที่ยังไม่จำเป็นออกไป เหลือไว้แต่คุณค่าที่แท้จริงที่ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการจะได้รับ เพื่อทดลองว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เป็นที่ต้องการจริงหรือเปล่า

นักธุรกิจหลายท่านมักจะติดกับดักความคิดที่ว่า ‘ผลิตออกไปยังไงก็มีคนซื้อ


Credit: Henrik Kniberg

จากภาพตัวอย่างด้านบน(ภาพบน) เป็นเพียงการอุปมาอุปมัยเพื่อให้เห็นภาพขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์

สมมุติว่าบริษัทคุณจะขายรถยนต์ การทำ MVP ไม่ใช่การผลิตชิ้นส่วนทีละชิ้นและให้ลูกค้าทดลองใช้งาน เพราะการผลิตเพียงบางส่วนไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงให้กับลูกค้าได้ เท่ากับว่าสินค้าของคุณยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้จริง ดังนั้นก่อนการสร้าง MVP คุณจะต้องวิเคราะห์ลึกลงไปเพื่อหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้ได้ก่อนแล้วจึงสร้างสินค้าหรือบริการที่สามารถแก้ไขปัญหาหรือตอบโจทย์ขั้นพื้นฐานขึ้นเพื่อทดลองกับลูกค้า เช่นในภาพตัวอย่างด้านบน

คุณจะเห็นว่าบริษัทรถยนตร์เริ่มจากการวิเคราะห์หาว่าอะไรคือปัญหาหรือความต้องการจริง ๆ ของลูกค้า ซึ่งบริษัทนี้พบว่า สิ่งที่ลูกค้าต้องการจริง ๆ คือ ‘ลูกค้าต้องการเดินทางจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น’ ทีมจึงเริ่มนำ ‘ล้อ’ มาใช้เพื่อช่วยให้การเคลื่อนที่ได้ไวขึ้น และนำมาติดกับแผ่นไม้เพื่อให้คนขึ้นไปยืนได้ และนำทดลองการใช้งานจริง แต่พบว่ามันยังไม่ดีพอ จึงเริ่มนำไปพัฒนาต่อจนกลายเป็นรถยนตร์ที่ลูกค้าพึงพอใจ แต่จะเห็นได้ว่าตั้งแต่การผลิต MVP ชิ้นแรกก็สามารถตอบโจทย์ ‘ความต้องการเดินทางที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้นให้กับลูกค้าได้แล้ว’

กรณีศึกษาจาก Twitter

คราวนี้ลองมาดูตัวอย่างในสถานการณ์จริงกันบ้างค่ะ ก่อนเจ้าแบรนด์นกสีฟ้าจะมาเป็น realtime social network ที่โด่งดังและมีผู้ใช้งานทั่วโลกอย่างทุกวันนี้ ผู้ก่อตั้ง Twitter เคยทำให้มันเป็นเว็บรวมรายการเสียงสด ที่ชื่อว่า Odeo มาก่อน แต่ต้องมาเจอกับระบบ podcast บน iTune ของ Apple ทำให้สู้ไม่ไหว ต้องสุมหัวกันหาทางออกอย่างเร่งด่วน

จนเกิดเป็นไอเดียเว็บที่ดัดแปลง ‘status’ ที่ผู้ใช้งานแปะกันหลังชื่อในโปรแกรมแชทมาเป็นโพสต์ที่สามารถพิมพ์อัพเดตลงโซเชียลมีเดียให้เพื่อนในกลุ่ม หรือคนที่กดติดตามกันเห็นได้ และเกิดเป็น Twitter ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

MVP ของ twitter ในช่วงแรกยังเป็นเพียงโพสต์ข้อความ ที่ยังใส่รูป คลิป หรือลิงก์ไม่ได้ เพื่อบอกสถานะหรืออารมณ์ สถานการณ์ของผู้ใช้งานแบบ realtime ซึ่งจากการทดลองใช้งานกันเองในบริษัท Odeo ปรากฏว่าพนักงานก็ใช้กันจนติดงอมแงม จึงนำไปเปิดตัวในงาน SXSW ในปี 2007 ให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองทวีตข้อความที่เกียวข้องกับงาน และแสดงผลแบบเรียลไทม์บนจอ ทำให้มีคนสนใจสมัครและเข้ามาใช้งานจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นโอกาสได้ทดสอบผลิตภัณฑ์และโปรโมตไปด้วยในตัว จากนั้นก็พัฒนาแอปพลิเคชันมาเรื่อย ๆ และเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อดีของการทำ MVP

วิธีการสร้าง MVP ก่อนปล่อยผลิตภัณฑ์จริง เป็นวิธีที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บทางการเงินของเหล่านักธุรกิจในช่วงเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างดี เพราะต้นทุนการผลิตมีค่อนข้างจำกัด หากลงทุนไปแล้วไม่เป็นอย่างที่หวังก็ยิ่งทำให้ท้อ เสียเวลา เสียแรง เสียเงินลงทุนไปเปล่า ๆ แต่ถ้าเริ่มจากเล็ก ๆ ค่อย ๆ ทดลองความต้องการของตลาด และปรับปรุง พัฒนาไปเรื่อย ๆ ถึงจะล้มก็ล้มบนฟูก เจ็บตัวแต่แลกมาด้วยข้อมูลเพื่อนำไปลุยต่อได้ค่ะ

ในทางกลับกันหากบริษัทมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวเต็มที่มีฟีเจอร์ให้ใช้งานเยอะแยะไปหมด โดยที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้ใช้ในวงกว้างมีความต้องการอะไร ผลิตไปแล้วจะมีคนใช้หรือเปล่า อาจทำให้เสียเวลาในการผลิต ใช้ต้นทุนเยอะ มีความเสี่ยงสูง และอาจจะล่าช้าจนโดนคู่แข่งตัดหน้าไปก่อนก็ได้

MVP จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่หลายบริษัทในปัจจุบันนำมาใช้ เพื่อทดสอบสมมุติฐาน หรือประเมินความต้องการตลาด (Market validation) ว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ จะรอดหรือไม่ ซึ่งสามารถบ่งชี้ความอยู่รอดของธุรกิจสตาร์ทอัพในระยะยาวจากการทำ MVP ได้ แถมยังช่วยให้ธุรกิจค้นหา core หลัก ของตัวเองได้ ว่าจุดแข็งหรือจุดขายของบริษัทคืออะไร และนำไปพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น ตอบโจทย์ตลาดยิ่งขึ้น


ข้อมูล:

- http://digitalagemag.com/%E2%80%9Cmvp%E2%80%9D-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%86-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88/

- https://startitup.in.th/mvp-the-startup-needs-to-know/

- https://blog.crisp.se/2016/01/25/henrikkniberg/making-sense-of-mvp

Graphic by:Wisit Yontakarn

กดเพิ่ม HUBBA เป็นเพื่อน เพื่อติดตามข่าวสารและร่วมสนุกกิจกรรมอื่นๆ ได้แล้วที่ไลน์แอด @hubbathailand

เพิ่มเพื่อน

แชร์

จำนวนผู้เข้าชม

0000
คน

Darawadee Toonnew

Content Writer สายตระเวนเที่ยวถ่ายรูป แต่ใช้กล้องเป็นแค่โหมดออโต้ ชื่นชอบชานมไข่มุกหวาน 75% และใฝ่ฝันอยากเปิดฟาร์มแมว
< กลับหน้า HUBBA Blog